กลับมาแล้วคะ กลับมาแล้ว........กลับมาตามคำสัญญา
เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ฉันเองก็ไม่รู้ว่ามันจะเริ่มต้นเล่ามันยังไงเหมือนกัน อื่มมมมมเอาเป็นว่า...........มีครอบครัวหนึ่งมีลูก 2 คน ชายหนึ่งหญิงหนึ่งเป็นครอบครัวที่อบอุ่น ฐานะค่อนข้างดี พวกเขาทำการค้าขายกำลังไปได้สวยผู้เป็นภรรยาผู้เป็นแม่ก็กำลังจะให้กำเนิดสมาชิกใหม่แต่เมื่อทุกอย่างที่เริ่มจะไปได้ดีมันก็เหมือนมีอะไรเข้ามาเป็นบททดสอบชีวิตของครอบครัวนี้เมื่อผู้นำครอบครัวผู้เป็นพ่อผู้เป็นสามีกลับไปติดพันธ์ผู้หญิงอื่นความระแวงความไม่เชื่อใจของผู้เป็นแม่ เป็นภรรยา เข้ามาแทนที่ความรักความห่วงใย จนละเลยหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองแม่ไม่ทำหน้าที่แม่ พ่อไม่ทำหน้าที่พ่อปัญหาต่างเริ่มเข้ามาการทะเลาะเบาะแวงกันลงมือทำร้ายร่างกายกันจึงมีให้เห็นอยู่เนืองๆ...
ไม่นานหลังจากนั้นเด็กชายคนหนึ่งก็ถือกำเนินมาทามกลางความขัดแย้ง บวกกับกิจการค้าขายที่ทำอยู่เกิดมีปัญหาขาดทุนมีหนี้สินมากมายเกินที่จะแบกรับมันได้อีก สองสามีภรรยาและลูกอีก 2 คนก็ต้องหนีหนี้สินตัวเองไปตั้งหลักต่างแดนทิ้งหนุ่มน้อยที่พึ่งถือกำเนิดได้เพียง 25 วันไว้กับครอบครัวฉัน แต่ถ้าจะถามว่าทำไมเด็กคนนี้ต้องมาอยู่กับครอบครัวฉันฉันก็ตอบไม่ได้เหมือนฉันรู้เพียงแต่ว่าเขาเป็นญาติของฉันแต่ไม่รู้ว่าฝ่ายไหน
และตั้งแต่วันนั้นมาฉันบอกกับตัวเองเลยว่าเขาเป็นน้องชายฉัน ฉันมี่พี่สาวหนึ่งมีน้องชายอีกหนึ่งคนเขาเข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวเราทุกคนในครอบครัวเลี้ยงดูเขาให้ในสิ่งที่ลูกทุกคนพึ่งจะได้รับเท่าๆกันหมดทั้งสามคนสรุปแล้วจากนั้นมาพวกเรามีกัน3 คนพี่น้อง
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันสังเกตได้ก็คือ ยายจะรักพวกเรา 3 คนเท่ากันแต่จะให้ในสิ่งที่น้องชายขอมากกว่าจนเกินงาม มากกว่าเรา 2 คน แต่นั้นก็ไม่ได้อะไรมากมายเพราะเราถือว่าเขาเป็นน้อง
ตลอดเวลาที่น้องชายฉันโตเขารับรู้มาโดยตลอดเลยว่าเขามีพี่สาว 2 คน มีพ่อแม่คนๆเดียวกับฉันฉันยังจำได้ไม่ลืมตอนเขาขึ้น ป.2 ครูให้เขาเขียนเรียงความเรื่องครอบครัวของฉันลงในสมุดและฉันได้มีโอกาสได้เปิดอ่านดู ..........."ผมชื่อ..............เกิดเมื่อวันที่.............อายุ....................พ่อผมชื่อ..(ก็คือพ่อฉันนั้นแหละ)..แม่ผมชื่อ....(มันก็คือแม่ฉันอีกนั้นแหละ)....ผมมีพี่สาว2 คนคือ..(ก็คือฉันและพี่สาวนั้นแหละ)....." (นี้คือเรียงความเรื่องครอบครัวของฉันของน้องชายฉัน น้องมีเราเป็นครอบครัว)
แล้วหลังจากนั้นไม่นานก็มีหญิงชายคู่หนึ่งเขากลับมาแล้วเข้ามาแสดงตัวว่าเขาเป็นพ่อ-แม่ของน้องชายฉันแต่ด้วยความที่เขาเป็นเด็กอายุ 7 ขวบความรู้สึกการแสดงออกมันก็แค่เด็กจนฉันเองก็จับความรู้สึกของเขาไม่ถูกเหมือนกันว่าเขารู้สึกอย่างไรณเวลาที่ได้รับรู้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของเขาไม่ใช้คนเดียวกับที่เลี้ยงเขามา และตั้งแต่วันนั้นมาแม่กับยายก็พยามพูดกรอกหูเขามาตลอดเกี่ยวกับพ่อและแม่ของน้อง(ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ฉันไม่ชอบเลยมันเหมือนกับไปทำลายความรู้สึกของเขายังไงไม่รู้ แต่ฉันเขาใจดีว่าแม่กับยายแต่ต้องการให้น้องยอมรับความจริงเรื่องนี้ให้ได้แต่ยังไงฉันก็ยังคิดว่ามันก็น่าจะมีวิธีที่ดีกว่านี้)
เมื่อเขาโตขึ้นความเป็นวัยรุ่น+ การเลี้ยงดูที่ไม่ถูกวิธี + การให้ความรักมากจนลืมความเหมาะสม + ให้ในสิ่งที่เขาอยากได้เพื่อทดแทนในสิ่งที่เขาขาดหายไปมากจนเกินไปมันทำให้เขาทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จนทุกคนเริ่มตักเตือนดุด่าซึ่งบางครั้งฉันเองก็คิดว่าผู้ใหญ่ก็พูดมากจนเกินไปบ่นจนเกินงาม ในบางสิ่งบางเรื่องที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจนทำให้ดูเหมือนไม่ไว้ใจน้องเลยเหมือนเราไม่เข้าใจน้อง นี้มันก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่มันทำให้น้องออกหางจากครอบครัวมากขึ้น และก็ดูเหมือนเพื่อนคือทุกสิ่งทุกอย่างคือสิ่งเดียวที่น้องเหลืออยู่ ปัญหาวัยรุ่นเที่ยว เกเรสูบบุหรี่ กลับดึก เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตของน้อง
บ่น พูดตักเตือน นั้นเป็นสิ่งดีที่แม่และก็ยายทำ แต่นั้นฉันมองว่ามันมากเกินไปในบางครั้งที่เขาบ่นว่าอย่างไม่ถามหาเหตุและผล การประชดประชันเข้ามามีบทบาทในการแสดงออกของน้อง ฉันสังเกตได้ว่าน้องเริ่มเงียบเป็นคนพูดน้อยลง จะไม่พูดถ้าไม่ถามจะไม่พูดถ้าไม่มีความจำเป็น และความสัมพันธ์ระหว่างพวกเรา 3 คนก็เริ่มออกห่างกันเมื่อฉันและพี่สาวต้องไปเรียนไกลบ้าน และบางจังหวะชีวิตน้องก็ไปอยู่กับพ่อที่แท้จริงของตัวเองแต่ก็อยู่ไม่ได้นานนั้นอาจเป็นเพราะ....น้องรู้แต่ว่าเขาเป็นพ่อเป็นสายเลือดเดียวกันแต่เขาไม่เคยอยู่ด้วยกันสายสัมพันธ์มันไม่มีประกอบกับพ่อของน้องมีครอบครัวใหม่มีภรรยาใหม่มีลูกสาวคนใหม่เพิ่มเขามาอีก 2 คนปัญหาลูกเลี้ยงกับแม่เลี้ยงมันมีอยู่ทุกที่จริงๆคะ และน้องฉันก็อยู่ไม่ได้ก็ต้องรีบเผ่นกลับมาอยู่กับเราเหมือนเดิม กลับมาพฤติกรรมเดิมยังอยู่ เที่ยว สูบบุหรี่กลับดึกเพื่อนยังคงมีอิทธิพลเหมือนเดิมกินเล้าเมายาเริ่มเข้ามาบ้างเล็กน้อยตามประสาวัยรุ่นที่อยากรู้อยากลอง ยาแก้องแก้ไอเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในบทบาทชีวิตของน้องแม่กับยายยังคงทำหน้าทีเหมือนเดิมบ่น เตือน ด่า ด้วยประโยคเดิมๆที่ฉันยังจำได้ทุกคำพูด
เมื่อ 2 ปีที่แล้วน้องติดทหารเกณฑ์ยายฉันร้องให้แทบตายที่หลานชายติดทหารเกณฑ์ เพราะสถานการณ์ทาง 3 จังหวัดมันรุ่นแรงเหลือเกิน ย่ากลัวว่าน้องจะต้องกลับมาปฏิบัติหน้าที่ใน3 จังหวัด แต่ฉันและพี่สาวดีใจแทบตายที่น้องติดทหารเพราะเราคิดว่าอย่างน้อยการเป็นทหารมันน่าจะให้อะไรดีๆกลับเขากลับมาบ้างเพราะน้องเรียนยังไม่ได้จบม.6เลยด้วยซ้ำน้องบอกว่าเรียนไม่ได้เรียนไม่ไหวจะขอเริ่มเรียนต่อปวช.ใหม่แต่ระหว่านั้น 1 ปีพ่อที่แท้จริงของเขากลับมารับให้ไปอยู่ด้วยอีกครั้งแล้วก็ไม่ยอมกลับมาส่ง เมื่อเขาเปิดรับสมัครนักเรียนปีการศึกษาใหม่มันก็ทำให้เขาพลาดโอกาสที่จะเรียนไปอีกปี พอน้องกลับมาก็ไม่มีอะไรทำเพื่อนจึงเป็นสิ่งเดียวที่อยู่ด้วยที่เขาเข้าได้ และน้องก็ลืมเรื่องที่จะเรียนต่อไปเลยจนเขาติดทหารเกณฑ์นี้แหละ
พฤศจิกายน2552 น้องบอกว่าเขาปลดจาการเป็นทหารเกณฑ์แล้วจะได้กลับมาอยู่บ้านแล้วเขาจะกลับมาหางานทำแต่ก็วันที่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 อีกนั้นแหละ เวลาประมาณ10.00 น. น้องก็โทรกลับมาบอกฉันว่า "โดนตำรวจจับ" ฉันรู้ได้ทันที่เลยว่าเขาโดนจับเรื่องอะไร ตำรวจพบของกลางที่น้องเป็นยาแก้ไอ 50 ขวด กับ อันฟาโซแลม อีก160 เม็ด (แต่ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าอันหลังนั้นมันคืออะไร)
คำพูดแรกที่ฉันพูดกลับไปเมื่อน้องโทรมาบอกก็คือ "มันเกินกำลังที่พี่จะช่วยได้ เดียวจะให้คุยกับแม่นะ" แม่กลับมาแม่โทรหาน้องทราบเรื่องทุกอย่าง แม่พูดคำพูดเดิมๆที่เคยบ่น เคยว่าพร้อมกับร้องให้แล้วบอกว่า..จะไม่ไปช่วย จะไม่ไปประกันตัวเรื่องนี้กับความผิดครั้งนี้ แต่ถ้าลูกเจ็บไข้ไม่สบาย แม่จะไปทันทีให้ลูกอยู่ไปก่อนแต่วันไหนที่พ้นโทษออกมาแล้วก็กลับมา... และแม่ก็ทำจริงๆ ตกกลางคืนน้องโทรกลับมาหาฉันอีกครั้งบอกว่าพรุ่งนี้เขาจะย้ายตัวไปฝากขังที่ไหนแล้วก็ไม่รู้จำไม่ได้พร้อมกับคำถามที่ฉันเองก็ไม่กล้าตอบ "จะไม่มีใครมาช่วยจริงๆ" ใช้คะฉันเองก็ไม่อยากไปช่วยน้องหรอก ฉันอยากจะปล่อยให้น้องได้รู้จักสำนึกดูบ้างกับสิ่งที่เขาทำว่าเมื่อเกิดเรื่องขึ้นมาเพื่อนช่วยเขาไม่ได้ทุกเรื่องหรอก วันที่น้องโทรมาบอกว่าจะต้องไปขึ้นศาลวันแรกเราก็ไม่ได้ไปวันนั้นทั้งวันฉันไม่พกโทรศัพท์เพราะกลัวน้องจะโทรหา ฉันไม่อยากได้ยินเสียงน้องฉันยังไม่อยากไปช่วยน้อง ก็บอกแล้วไงคะว่าอยากให้เขารู้จักสำนึกและได้รับโทษที่เขาทำทุกครั้งที่น้องโทรมาฉันก็แค่บอกว่า
"อดทนไปก่อนนะไม่มีใครทิ้งน้องแต่พี่ช่วยไม่ได้จริงๆ พี่มีกำลังไม่ มันเกินกำลังพี่แล้วเข้าใจพี่นะ"
"อืม..."เป็นเพียงคำพูดสั้นที่น้องตอบกลับมา
เป็นครั้งแรกคะที่ฉันต้องหลังน้ำตาให้กับน้องชายนอกไส้ของตัวเองฉันไม่รู้นะว่าฉันทำอย่างนั้นมันถูกหรือเปล่าฉันปล่อยให้น้องชายตัวเองเข้าไปนอนในห้องขังทั้งๆที่ฉันและพี่สาวก็พอหาทางช่วยน้องได้โดยไม่ต้องขอร้องแม่เลยแต่เราสองคนไม่ทำ
หลังจากนั้นอีก2 วัน วันที่ 5 พฤศจิกายน 2552 ฉัน พี่สาว พี่เขยและน้าเราไปเยี่ยมน้องที่เรือนจำ (ไปโดยที่ไม่ได้บอกให้ทุกคนที่บ้านรู้)ไปถึงเขาให้เรากรอกเอกสารว่าต้องการจะมาเยี่ยมใครชื่ออะไร มากันกี่คนแล้วเจ้าหน้าทีเขาก็ให้กระดาษกลับมาแผ่นหนึ่ง เขาเขียนระบุว่ารอบที่ 11 ช่องที่ 5แต่ตอนนี้พึ่งได้แค่รอบที่ 9 ฉันคงต้องนั่งรออีกสักพัก
ฉันเห็นคนที่ไปเยี่ยมถือของไปเต็มเลยทั้งข้าวขนม น้ำ นม ตอนแรกฉันก็ไม่เข้าใจว่าเขาเอามาทำไม แต่พอนั่งรอไปได้สักพักฉันก็เริ่มเรียนรู้ว่าเขาเอามาเยี่ยมผู้ต้องขังที่อยู่ข้างใน พอถึงรอบที่ 10เกือบจะถึงรอบของตัวเองฉันก็ไปซื้อกาแฟเย็นมาแก้วหนึ่งเพื่อจะเอาไปฝากน้อง
"รอบที่11" เสียงประกาศของเจ้าหน้าที่ถึงเวลาที่พวกเราจะได้เข้าไปแล้วพวกเรามองหาช่องที่5 พอน้องเห็นพวกเรา 4 คนก็รีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาทันที ฉันได้เห็นรอยยิ้มของของผู้ชายคนหนึ่งรอยยิ้มแห่งความหวัง น้ารีบวิ่งไปคว้าโทรศัพท์แล้วพูดกับน้องทันทีต่อด้วยพี่สาวของ แล้วฉัน แต่ฉันก็ไม่ได้พูดอะไรกับน้องหรอก ฉันได้แต่จ้องหน้าน้อง ตาของน้องแดงระเรื่อฉันรู้ความหมายของแวดตาน้องดีว่าน้องต้องการจะพูดอะไร แต่ฉันก็ไม่ได้นำพา แล้วฉันก็ปล่อยให้น้องคุยกับพี่สาวปล่อยให้เขาสั่งสอนกันเองแล้วสักพักเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าหมดเวลาเยี่ยมพร้อมกับตัดสัญญาณโทรศัพท์ทันที
ตอนนี้น้องเป็นแค่นักโทษฝากขังยังไม่ได้นักโทษที่ติดคุกจริงๆ เพราะศาลยังไม่ได้ตัดต้องรอขึ้นศาลอีกครั้งรอคำตัดสินของ ว่ามันจะเป็นยังไง ว่าจะต้องเสียปรับแค่ไหน
จากที่ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ดูของกลางที่น้องมีตำรวจว่ามันไม่ได้มากเท่าไรหรอกถ้าจะรอเสียค่าปรับก็แค่ประมาณหกเจ็ดพันประมาณนั้น แต่ถ้าจะประกันก็ประมาณ 250,000 หรือถ้าเราไม่จ่ายค่าปรับก็แค่ปล่อยให้เขาอยู่ในนั้นต่อไป
แต่พวกเราคงไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอกแค่ปล่อยให้อยู่ในห้องขังสิบกว่าวันน้องก็คงสำนึกถึงความผิดของตัวเองแล้วแหละ เขาคงรู้แล้วแหละว่าความคะนองความสนุกมันอยู่กับเราไม่นานหรอกถ้าเราทำในสิ่งที่ไม่ดี เพื่อนไม่ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตถึงเพื่อนจะรักจะดีกับเราขนาดไหนบางสิ่งบางอย่างมันก็เกินกำลังที่เพื่อนจะช่วยได้เหมือนกัน เพื่อนอาจจะร่วมเสียใจทุกข์ใจกับเราส่งข้าวส่งน้ำให้เรากินได้เมื่ออยู่ในห้องขังแต่เขาไม่ได้เข้าไปอยู่ในห้องขังนั่งเสพความทุกกับเราหรอก จำไว้นะคะทุกชีวิตที่กำลังจะทำอะไรแบบน้องชายฉันดูชีวิตน้องชายฉันเป็นตัวอย่าง สุดท้ายมันเป็นยังไง
ฉันเขาใจดีว่าน้องทำไปทำไม ฉันรู้ว่าน้องทำไปเพื่ออะไร ครั้งหนึ่งในชีวิตการเป็นวัยรุ่นความคะนอง ความอยากรู้ความอยากลอกมันมีอยู่ในจิตสำนึกของวัยรุ่นทุกคน ฉันรู้ว่าทำไมเพื่อนจึงสำคัญกับน้องขนาดนั้นเพราะเพื่อเข้าใจน้องมากที่สุด เพื่อให้ในสิ่งที่น้องต้องการได้ เพราะแม่กับยายไม่ใช้วัยรุ่น จึงไม่เข้าใจน้องไม่รู้วิธีพูดกับน้อง ไม่รู้วิธีปฏิบัติกับน้องว่าควรจะทำยังไง น้องมีปมด้อยไม่มีพ่อไม่มีแม่ แม่กับยายก็ชอบเอาปมด้อยของน้องมาพูดมาสั่งสอนให้เขาสำนึกในการกระทำที่ไม่ดีเหมือนเป็นการตอกย้ำน้อง
ดังนั้นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นฉันไม่ได้โทษน้องคนเดียว ฉันโทษฉันโทษสภาพแวดล้อมทุกอย่างที่อยู่รอบตัว พี่สาว เพื่อนและรวมทั้งตัวน้องเองด้วยที่ไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักเลือกเสพเลือกกระทำในสิ่งที่ดี ฉันโทษพ่อ แม่ ยาย ที่รู้จักแต่จะพูด เลี้ยงดูอบรมสั่งสอนในสิ่งที่ดีแต่ไม่ถูกวิธี ฉันโทษตัวเองทั้งๆที่เข้าใจน้องดีว่าต้องการอะไร ทำไปทำไมแต่ฉันไม่คิดที่จะปฏิบัติให้ออกมาเป็นรูปปธรรมให้น้องได้เห็นได้รับรู้เพียงเพราะฉันไม่อยากจะมีปัญหากับผู้ใหญ่
สุดท้ายนี้ฉันแค่อยากจะบอกว่า....ทุกคนมีโอกาสทำผิดพลาดกันได้ทั้งนั้นแหละคะ ของเพียงแค่โอกาสให้เขาได้เริ่มต้นใหม่อีกสักครั้งแต่ก่อนที่จะปล่อยให้เขาเริ่มต้นใหม่ ก็ขอมอบบทเรียนจาการกระทำของเขา ให้เขาได้มีโอกาสได้เรียนรู้มันให้เต็มที่สักครั้งเถอะ (แต่...ตอนนี้ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะเอาตัวน้องออกมาได้ยังไงดี พี่สาวก็ไม่อยู่ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร แต่ที่แน่ๆฉันต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้น้องได้มีโอกาสออกมาแก้ตัว ออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง เพราะยังไงลึกๆแล้วฉันไม่อยาให้น้องตัวเองนอนในคุกหรอก ไม่อยากเลยแม้สักวินาทีเดียว แต่น้องทำผิดมันก็ต้องให้เขาได้ลิ้มรสดูบ้าง)